ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554


          เมืองสวย.........ด้วยมือเรา

        ชุมชนเทศบาลเมืองแสนสุขเป็นอีกชุมชนที่มีปัญหากับปริมาณที่มากมายเนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวเช่นเดียวกับพัทยาและเริ่มจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้น และคาดว่า ในอนาคตจะเป็นปัญหาที่สำคัญของจังหวัด ที่จะต้องเร่งดำเนินการป้องกันแก้ไข เนื่องจากขยะมูลฝอยทั้งจากครัวเรือน จากแหล่งท่องเทียว ที่พัก สถานศึกษา และในบริเวณเขตเทศบาลเมืองแสนสุข มีปริมาณประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี การดูแลเก็บขนขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตเทศบาลส่วนใหญ่อยู่ในความ รับผิดชอบของเทศบาล ซึ่งการบริการเก็บขนขยะ มูลฝอยยังไม่สามารถกระทำได้อย่างทั่วถึง ทำให้มีปริมาณขยะตกค้างในแต่ ละวันจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น นอกจากนี้วิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่ ดำเนินการอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการกำจัดแบบฝังกลบก็ใกล้ที่จะเต็มพื้นที่ ที่ทางเทศบาลเตรียมไว้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทำไมเราต้องมาสนใจปัญหานี้ ?
            ขยะเกิดจากกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องมีของเหลือทิ้งไม่เกิดประโยชน์เกิดขึ้น ขยะจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด และสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็เกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่หาทางแก้ไขได้ยาก เนื่องจากปริมาณขยะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร และผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า....ขยะเป็นปัญหาที่ไกลตัว.......และไม่ใช่หน้าที่ของตนเองที่จะแก้ไข
          และจากสิ่งต่างๆเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้โครงการเมืองสวย..ด้วยมือเราเกิดขึ้นเพื่อที่จะร่วมกันแก้ไข ป้องกัน และสร้างจิตสำนึกที่ดีที่เกิดขึ้น......


สาเหตุของปัญหา
        1. ความมักง่ายและขาดความสำนึกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น  เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก ซึ่งจะเห็นได้จากการทิ้งขยะลงตาพื้น หรือแหล่งน้ำ โดยไม่ทิ้งลงในถังรองรับที่จัดไว้ให้ และโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งตามที่ว่างเปล่า
            2. การผลิตหรือใช้สิ่งของมากเกินความจำเป็น เช่น การผลิตสินค้าที่มีกระดาษหรือพลาสติกหุ้มหลายชั้น และการซื้อสินค้าโดยห่อแยกหรือใส่ถุงพลาสติกหลายถุง ทำให้มีขยะปริมาณมาก
             3.การเก็บและทำลาย หรือนำขยะไปใช้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีขยะตกค้าง กองหมักหมม และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณจนก่อปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม
            4.การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและจำนวนประชากรแฝงในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มมากยิ่งขึ้น
            5.การดำเนินการและดูแลรักษาระบบกำจัดไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
            6.ขาดบุคลากรระดับปฏิบัติที่มีความรู้ความชำนาญ
            7.ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
            8.ระเบียบและแนวทางปฏิบัติในเรื่องศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมยังไม่เคยมีการกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน


ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม
            1. ขยะมูลฝอย เป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวัน แมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่นๆ
            2
. ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ
            3
. ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ขาดความสวยงาม เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย
            4. น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่างๆ เจือปนอยู่
            5. ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา
            6.อากาศเสีย เกิดจากการเผาขยะมูลฝอยทำให้เกิดควันและขี้เถ้า การหมักหมมและเน่าสลายของขยะ จะก่อให้เกิดก๊าซพิษและกลิ่นเหม็น


     ก่อนจะทิ้งขยะ หยุดคิดสักนิดว่าเราจะสามารถลดปริมาณขยะและนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ไหม โดยมีแนวคิดอยู่   7R  คือ 
            1. REFUSE     การปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงสิ่งของหรือบรรจุภัณฑ์ที่จะสร้างปัญหาขยะรวมทั้งเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กล่องโฟม หรือ ขยะมีพิษอื่น ๆ
            2. REFILL      การเลือกใช้สินค้าชนิดเติมซึ่งใช้บรรจุภัณฑ์น้อยชิ้นกว่า ขยะก็น้อยกว่าด้วย
            3. RETURN    การเลือกใช้สินค้าที่สามารถส่งคืนบรรจุภัณฑ์กลับสู่ผู้ผลิตได้ เช่น ขวดเครื่องดื่มประเภทต่างๆ
            4. REPAIR      การซ่อมแซมเครื่องใช้ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ไม่ให้กลายเป็นขยะ
            5. REUSE       การนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น ใช้ถุง ไปช็อปปิ้งแทน         
            6. RECYCLE  การแยกขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ให้ง่ายต่อการจัดเก็บและส่งแปรรูป เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก แก้ว กระป๋องเครื่องดื่มต่าง ๆ
            7. REDUCE    การลดบริโภคและหาทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ


กิจกรรมหลักของแผนปฏิบัติการ...เมืองสวย..ด้วยมือเรา



                 
         
1.กิจกรรมที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองแสนสุข 
                  กิจกรรมที่ร่วมกันทำคือ ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการเก็บขยะตามสายเก็บขยะต่างๆซึ่งอยู่ในขั้นการขนส่งขยะมูลฝอย เป็นการนำขยะมูลฝอยที่เก็บรวบรวมได้จากแหล่งชุมชน ใส่ในรถบรรทุกขยะเพื่อนำไปยังสถานที่กำจัด ซึ่งเป็นการขนส่งโดยตรงจากแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆไปยังสถานกำจัดเลยทีเดียว

 
2.กิจกรรมที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยเทศบาลเมืองแสนสุข
            เรียนรู้การกำจัดขยะที่เหลือจากการคัดแยกจากรถขยะแล้วซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขยะเศษอาหาร พืช ผัก ผลไม้ อินทรียวัตถุที่ย่อยสลายเน่าเปื่อยง่าย มีความชื้นสูงและส่งกลิ่นเหม็น
3.กิจกรรมที่จากศูนย์วัสดุรีไซเคิล เทศบาลเมืองแสนสุขและบริษัทตะวันออก สตีล
        กิจกรรมที่ร่วมกันทำคือ ไปดูการจัดการการคัดแยกขยะและได้ร่วมปฏิบัติในการคัดแยกขยะของประชาชนที่นำขยะมาจำหน่ายที่ศูนย์วัสดุรีไซเคิล เทศบาลเมืองแสนสุข โดยแยกพวก แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก ออกจากกันแล้วนำมาชั่ง พร้อมทั้งได้ติดตามเจ้าหน้าที่ของศูนย์วัสดุรีไซเคิลไปจำหน่ายขยะที่คัดแยกแล้วไปยังบริษัทตะวันออก สตีล ซึ่งทางบริษัทก็ทำหน้าที่บดอัดขยะให้ได้ขนาดเล็กที่สุดและให้ได้ขนาดที่สะดวกในการขนส่งต่อไป

4. กิจกรรมที่โรงงานปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข
          กิจกรรมที่ร่วมกันทำคือ เรียนรู้การทำงานของโรงบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมน้ำเสียจากบ้านเรือนและที่ต่างๆเข้าสู่กระบวนการบำบัด เพื่อกำจัดมลสารที่อยู่ในน้ำเสีย ให้มีคุณภาพดีขึ้นและไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อแม่น้ำ และทะเลบางแสนหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

5. กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยบูรพาและ บริเวณริมหาดบางแสน
        กิจกรรมที่ร่วมกันทำคือ การเดินรณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล รวมทั้งส่งเสริมการนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ซึ่งมีการเดินรณรงค์บริเวณในมหาวิทยาลัยบูรพา และบริเวณริมหาดบางแสน พร้อมทั้งร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยบูรพาในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย




                           แค่หยุดยืนทิ้งมันให้ลงถัง
                      อย่า! ปล่อยขยะเป็นภาระของผู้อื่น

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

ปัญหาการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตาย (Suicide)
         คือการกระทำที่ทำให้ตนเองเสียชีวิตโดยเจตนา สำหรับมนุษย์อาจเกิดมาจากภาวะความเสียใจอย่างมาก เช่นสูญเสียคนรัก หรือภาวะความเครียดที่ไม่สามารถหาทางออกได้ จึงคิดสั้นโดยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
         ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

1 การคิดอยากฆ่าตัวตาย (suicidal ideation) หมายถึงการมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย
2. การพยายามฆ่าตัวตาย (suicide attempts) หรือปัจจุบันนิยมเรียก parasuicide หมายถึงผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย แต่ในที่สุดยังไม่ถึงแก่ชีวิต ศัพท์อีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกันคือdeliberate self harm ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำร้ายตนเองโดยเจตนา ไม่ว่าจะทำไปเพื่อต้องการตายหรือไม่
 3. การฆ่าตัวตายสำเร็จ (completed suicide) หมายถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย


ปัจจัยที่มีผลต่อการฆ่าตัวตาย
ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
          -สถานภาพสมรส พบว่าการเป็นโสดและการหย่าร้างทำให้ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น
          -ความสนใจในศาสนา ผู้ที่มีความสนใจในทางศาสนาและมีการปฏิบัติกิจทางศาสนามีการฆ่าตัวตายต่ำ
          -การตกงาน การตกงานมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย และเพศชายมีความเสี่ยงสูง
          -เศรษฐกิจฐานะ การมีความกดดันทางด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย โดยพบว่าในแหล่งที่มีรายได้ต่ำมีการฆ่าตัวตายสูงกว่าแหล่งอื่น
โรคทางจิตเวช
          ความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวชเป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับการประเมินการฆ่าตัวตายมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จได้โรคทางจิตเวช ส่วนใหญ่ คือ โรคซึมเศร้า หรือการใช้แอลกอฮอล์หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
ลักษณะปัญหาทางจิตใจ
          พบมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยที่มีลักษณะ ซึมเศร้ามาก ท้อแท้ หมดหวัง หรือรู้สึกว่าหมดหนทางในชีวิต และมีอาการวิตกกังวลรุนแรง มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นในช่วงเร็วๆ นี้ และมีอาการนอนไม่หลับรุนแรง
ประวัติการพยายามฆ่าตัวตาย
          ประวัติการพยายามฆ่าตัวตาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการบ่งถึงการฆ่าตัวตายสำเร็จ โดยพบว่าร้อยละ 17 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ เคยมีประวัติการทำร้ายตนเองมาก่อน และพบว่าประมาณร้อยละ 30-47 และในช่วงปีแรกของการพยายามฆ่าตัวตายพบว่า บุคคลนั้นมีความเสี่ยงสูงเป็น 100 เท่าของประชากรทั่วไป ยิ่งมีประวัติการพยามยามฆ่าตัวตายบ่อย ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำเร็จมากขึ้น
ความเจ็บป่วยทางกาย
          ได้แก่ การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายเรื้อรัง ทุพลภาพสูง เช่น การบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง ความเจ็บปวดรุนแรงจากตัวโรค และ HIV ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการฆ่าตัวตาย


ผลกระทบจากการฆ่าตัวตาย
-สูญเสียทรัพยากรบุคคล และเศรษฐกิจของประเทศ
-สุขภาพจิตของคนใกล้ชิด เพราะอาจเป็นเสมือน ตราบาปในใจของผู้ใกล้ชิดไปตลอดชีวิต
-เป็นเครื่องบ่งชี้สภาพของสังคม โดยเฉพาะสภาวะความผูกพันของคนในสังคม


 



    ภาพกราฟแสดงสถิติการฆ่าตัวตายเป็นรายประเทศปี 1999 
อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อประชากรแสนคน ปีพ.ศ.2551



การป้องกันการฆ่าตัวตาย
-การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการฆ่าตัวตาย
-การนำเสนอการฆ่าตัวตายในสื่อมวลชนแนวทางในการเสนอข่าวควรระมักระวังวิธีการนำเสนอ
-การลดการเข้าถึงสิ่งที่ใช้ในการฆ่าตัวตาย
-ลดอุปสรรคที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดี
-การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์
-การป้องกันการฆ่าตัวตายในโรงเรียน
-การป้องกันในผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้ป่วย HIV
-การดูแลผใกล้ชิด
-ปรับปรุงความเที่ยงตรงในการบันทึกสาเหตุการตาย


แนวทางการแก้ไข
สมาชิกในครอบครัว
          สมาชิกในครอบครัวควรสร้างสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความผูกพันซึ่งกันและกัน ควรสร้างความรัก ความอบอุ่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถพูดคุย ปรึกษา และให้คำปรึกษากัน พร้อมทั้งมีความใกล้ชิดสนิทสนม สังเกตพฤติกรรมเสี่ยงของคนในครอบครัว และหาแนวทางกันการป้องกันให้กับคนรอบข้าง
สถานศึกษา
          มีการรณรงค์ในโรงเรียนจะเน้นการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการปรับตัวกับความเครียดหรือปัญหาต่างๆ รู้จักการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นต้น หรือการเสริมบทบาทของครูอาจารย์ในด้านการสนใจต่อปัญหาต่างๆ ของนักเรียน พร้อมต่อการรับรู้ปัญหา มากกว่าที่จะหยิบยกการสืบค้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมาเป็นประเด็น
นิสิตนักศึกษา
          ในฐานะที่เป็นผู้มีความรู้ ควรให้ความรู้ สร้างความตระหนักให้ประชาชน ทั้งในระดับชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ จนถึงครอบครัวในการช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีปัญหา ทั้งโดยการรณรงค์เป็นวงกว้าง หรือการอบรมสัมมนาเฉพาะกลุ่ม
ควรสนับสนุนให้ผู้นำชุมชนนั้นๆ เช่น หมอบ้าน ประธานกลุ่มแม่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน พระ ฯลฯ เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ มากกว่าที่บุคลากรทางสุขภาพจิตจะเข้าไปช่วยโดยตรง
ภาครัฐ
          ต้องกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานที่เป็นเรื่องการฆ่าตัวตายไว้ให้ชัดเจน โดยจะดำเนินเพื่อให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับข้อมูล ข่าวสาร และแนวการปฏิบัติที่เป็นแนวทางการส่งเสริมและป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ การดูแล และการป้องกันเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและพัฒนาระบบบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาได้รับเวลา
ภาคเอกชน
          มีภาคเอกชนและเครือข่ายต่างๆ เข้ามาช่วยจะทำให้การช่วยเหลือภาครัฐในการดำเนินการเป็นไปอย่างครอบคลุมและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์หรือศูนย์ฮอทไลน์ หรือการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเสี่ยงของของมูลนิธิต่างๆ
สื่อมวลชน
          มีการให้สื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายด้วย ซึ่งพบว่าการฆ่าตัวตายในสังคมมีเพิ่มขึ้น หลังการข่าวการฆ่าตัวตายบ่อยๆ

ทุกคนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น จะมีมากมีน้อยไม่ต่างกัน
ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การแก้ไขปัญหา
แต่อยู่กับว่าคุณจะเผชิญกับปัญหานั้นอย่างไร
จงให้เวลาตนเอง ให้โอกาสกับคนอื่นๆและสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับคุณ

การแบ่งพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย