ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

ปัญหาการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตาย (Suicide)
         คือการกระทำที่ทำให้ตนเองเสียชีวิตโดยเจตนา สำหรับมนุษย์อาจเกิดมาจากภาวะความเสียใจอย่างมาก เช่นสูญเสียคนรัก หรือภาวะความเครียดที่ไม่สามารถหาทางออกได้ จึงคิดสั้นโดยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
         ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดให้วันที่ 10 กันยายน ของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

1 การคิดอยากฆ่าตัวตาย (suicidal ideation) หมายถึงการมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย
2. การพยายามฆ่าตัวตาย (suicide attempts) หรือปัจจุบันนิยมเรียก parasuicide หมายถึงผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย แต่ในที่สุดยังไม่ถึงแก่ชีวิต ศัพท์อีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกันคือdeliberate self harm ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำร้ายตนเองโดยเจตนา ไม่ว่าจะทำไปเพื่อต้องการตายหรือไม่
 3. การฆ่าตัวตายสำเร็จ (completed suicide) หมายถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย


ปัจจัยที่มีผลต่อการฆ่าตัวตาย
ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
          -สถานภาพสมรส พบว่าการเป็นโสดและการหย่าร้างทำให้ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น
          -ความสนใจในศาสนา ผู้ที่มีความสนใจในทางศาสนาและมีการปฏิบัติกิจทางศาสนามีการฆ่าตัวตายต่ำ
          -การตกงาน การตกงานมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย และเพศชายมีความเสี่ยงสูง
          -เศรษฐกิจฐานะ การมีความกดดันทางด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย โดยพบว่าในแหล่งที่มีรายได้ต่ำมีการฆ่าตัวตายสูงกว่าแหล่งอื่น
โรคทางจิตเวช
          ความเจ็บป่วยทางด้านจิตเวชเป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับการประเมินการฆ่าตัวตายมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จได้โรคทางจิตเวช ส่วนใหญ่ คือ โรคซึมเศร้า หรือการใช้แอลกอฮอล์หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
ลักษณะปัญหาทางจิตใจ
          พบมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยที่มีลักษณะ ซึมเศร้ามาก ท้อแท้ หมดหวัง หรือรู้สึกว่าหมดหนทางในชีวิต และมีอาการวิตกกังวลรุนแรง มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นในช่วงเร็วๆ นี้ และมีอาการนอนไม่หลับรุนแรง
ประวัติการพยายามฆ่าตัวตาย
          ประวัติการพยายามฆ่าตัวตาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการบ่งถึงการฆ่าตัวตายสำเร็จ โดยพบว่าร้อยละ 17 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ เคยมีประวัติการทำร้ายตนเองมาก่อน และพบว่าประมาณร้อยละ 30-47 และในช่วงปีแรกของการพยายามฆ่าตัวตายพบว่า บุคคลนั้นมีความเสี่ยงสูงเป็น 100 เท่าของประชากรทั่วไป ยิ่งมีประวัติการพยามยามฆ่าตัวตายบ่อย ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำเร็จมากขึ้น
ความเจ็บป่วยทางกาย
          ได้แก่ การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายเรื้อรัง ทุพลภาพสูง เช่น การบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง ความเจ็บปวดรุนแรงจากตัวโรค และ HIV ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการฆ่าตัวตาย


ผลกระทบจากการฆ่าตัวตาย
-สูญเสียทรัพยากรบุคคล และเศรษฐกิจของประเทศ
-สุขภาพจิตของคนใกล้ชิด เพราะอาจเป็นเสมือน ตราบาปในใจของผู้ใกล้ชิดไปตลอดชีวิต
-เป็นเครื่องบ่งชี้สภาพของสังคม โดยเฉพาะสภาวะความผูกพันของคนในสังคม


 



    ภาพกราฟแสดงสถิติการฆ่าตัวตายเป็นรายประเทศปี 1999 
อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่อประชากรแสนคน ปีพ.ศ.2551



การป้องกันการฆ่าตัวตาย
-การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการฆ่าตัวตาย
-การนำเสนอการฆ่าตัวตายในสื่อมวลชนแนวทางในการเสนอข่าวควรระมักระวังวิธีการนำเสนอ
-การลดการเข้าถึงสิ่งที่ใช้ในการฆ่าตัวตาย
-ลดอุปสรรคที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดี
-การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์
-การป้องกันการฆ่าตัวตายในโรงเรียน
-การป้องกันในผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้ป่วย HIV
-การดูแลผใกล้ชิด
-ปรับปรุงความเที่ยงตรงในการบันทึกสาเหตุการตาย


แนวทางการแก้ไข
สมาชิกในครอบครัว
          สมาชิกในครอบครัวควรสร้างสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความผูกพันซึ่งกันและกัน ควรสร้างความรัก ความอบอุ่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถพูดคุย ปรึกษา และให้คำปรึกษากัน พร้อมทั้งมีความใกล้ชิดสนิทสนม สังเกตพฤติกรรมเสี่ยงของคนในครอบครัว และหาแนวทางกันการป้องกันให้กับคนรอบข้าง
สถานศึกษา
          มีการรณรงค์ในโรงเรียนจะเน้นการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการปรับตัวกับความเครียดหรือปัญหาต่างๆ รู้จักการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นต้น หรือการเสริมบทบาทของครูอาจารย์ในด้านการสนใจต่อปัญหาต่างๆ ของนักเรียน พร้อมต่อการรับรู้ปัญหา มากกว่าที่จะหยิบยกการสืบค้นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมาเป็นประเด็น
นิสิตนักศึกษา
          ในฐานะที่เป็นผู้มีความรู้ ควรให้ความรู้ สร้างความตระหนักให้ประชาชน ทั้งในระดับชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ จนถึงครอบครัวในการช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีปัญหา ทั้งโดยการรณรงค์เป็นวงกว้าง หรือการอบรมสัมมนาเฉพาะกลุ่ม
ควรสนับสนุนให้ผู้นำชุมชนนั้นๆ เช่น หมอบ้าน ประธานกลุ่มแม่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน พระ ฯลฯ เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ มากกว่าที่บุคลากรทางสุขภาพจิตจะเข้าไปช่วยโดยตรง
ภาครัฐ
          ต้องกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานที่เป็นเรื่องการฆ่าตัวตายไว้ให้ชัดเจน โดยจะดำเนินเพื่อให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับข้อมูล ข่าวสาร และแนวการปฏิบัติที่เป็นแนวทางการส่งเสริมและป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ การดูแล และการป้องกันเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและพัฒนาระบบบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาได้รับเวลา
ภาคเอกชน
          มีภาคเอกชนและเครือข่ายต่างๆ เข้ามาช่วยจะทำให้การช่วยเหลือภาครัฐในการดำเนินการเป็นไปอย่างครอบคลุมและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์หรือศูนย์ฮอทไลน์ หรือการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเสี่ยงของของมูลนิธิต่างๆ
สื่อมวลชน
          มีการให้สื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายด้วย ซึ่งพบว่าการฆ่าตัวตายในสังคมมีเพิ่มขึ้น หลังการข่าวการฆ่าตัวตายบ่อยๆ

ทุกคนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น จะมีมากมีน้อยไม่ต่างกัน
ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การแก้ไขปัญหา
แต่อยู่กับว่าคุณจะเผชิญกับปัญหานั้นอย่างไร
จงให้เวลาตนเอง ให้โอกาสกับคนอื่นๆและสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับคุณ

การแบ่งพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย